เรื่องที่เขียนในช่วงนี้มีท้องเรื่องเป็นอนาคตของประเทศไทยซะส่วนมาก
ไม่ได้จงใจ ไม่ได้ตั้งใจใดๆที่สื่อสารเรื่องการเมืองหรือคาดการณ์อนาคต
แต่ที่เลือกเล่าในกาลอนาคตก็คงเป็นเพราะ สิ่งแวดล้อมของสังคมทั้งหลายตอนนี้ ล้วนสะกิดให้คิดว่า 'อนาคตของสังคมจะเป็นเช่นไร(วะ!)'
เมื่อผมไม่มีญาณหยั่งรู้ ผมก็ต้องใช้จิตนาการเอา จินตาการไม่ใช่ความจริง แต่บ่อยครั้งมันก็แอบย่องไปดึงตะกอนที่ตกมาจากเหตุผลเหมือนกัน
แต่มันเป็นเแค่เหตุผลในสายตาของผม ไม่ใช่เหตุและผลในสายตาของพระเจ้า!
ตอนที่ 1 : เรียบร้อยไหมรอนนี่?
เหงื่อแตกพลักบนใบหน้าชายวัยสี่สิบเศษ สูทเครื่องแบบสากลของเขาดูไม่เหมาะกับอากาศร้อนของกรุงเทพวันนี้ ผมของเขาดำขลับและถูกเกล้าไว้อย่างง่ายๆด้วยปิ่นไม้ รองเท้าหนังเสริมส้นทำให้ส่วนสูง180เพิ่มขึ้นไปอีกหนึ่งนิ้ว
นาฬิกาข้อมือเร่งให้ชายชุดสูทรีบย่ำเท้าเข้าตึกสูงตะหง่าน ทางเข้าตึกดูโอ่อ่าขนาบด้วยเสาหินขัดยักษ์หนึ่งคู่ เสากินความสูงถึงสิบชั้นตึก เสาไม่ได้มีความจำเป็นทางวิศวกรรมศาสตร์ แต่ความยักษ์ใหญ่ของมันแสดงถึงนัยยะทางอำนาจรัฐอย่างเต็มเปี่ยม
ตึกนี้กินอาณาบริเวณถึงสองสนามฟุตบอล และมีความสูงถึง457เมตร ตึกส่วนบนเป็นโดมกระจกลูกโลก โดมทำลายแผ่นทวีปด้วยโครงเหล็กเงินวาววับ รูปทรงของตึกจึงคล้ายคฑาที่มีหัวเป็นอัญมณีทรงกลม
เขาเบียดเสียดกับผู้คนมหาศาลในชั่วโมงเร่งด่วนเพื่อแย่งต่อแถวเข้าลิฟท์แก้ว ลิฟท์ความเร็วสูงสิบสองตัวยังไม่พอจำนวนคนในนาทีนี้ จากข้อมูลทางสถิติ มีจำนวนคนเข้าออกที่อาคารแห่งนี้เฉลี่ยวันละสองหมื่นกว่าคน! ที่มีจำนวนคนมากขนาดนี้ เพราะที่นี้เป็นศูนย์รวมหน่วยงานของรัฐบาลโลกในรัฐไทย
ถ้ารอลิฟท์แบบนี้ขึ้นไปไม่ทันแน่นอน! เขาเริ่มกระวนกระวาย นาฬิกาเชิงอะตอมขนาดใหญ่บนพนังตรงกลางตึกบอกเวลา 8:55 อีกห้านาทีจะเริ่มการประชุมแล้ว
ปิ๊ป ! เขาควักมือถือจากด้านในสูทอย่างรวดเร็ว
“ครับท่าน กำลังขึ้นไปอยู่ครับ”
“ทำไมคุณไม่ใช่ลิฟต์สำหรับวุฒิสมาชิกล่ะ”
“ก็ผมไม่…”
“คุณใช้ลิฟท์แยกขึ้นมาเลยนะ ผมติดต่อเจ้าหน้าที่ให้เรียบร้อยแล้ว”
“ครับท่าน” เขารีบวิ่งไปยังบริเวณลิฟท์วุฒิสมาชิกที่อยู่ทางมุมตึกด้านซ้ายทันที
ลิฟท์วุฒิสมาชิกแยกรักษาความปลอดภัยออกจากส่วนปกติชัดเจน โดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปเข้าใกล้บริเวณได้เลย ทางเข้าบริเวณลิฟท์เป็นอุโมงค์สั้นๆสำหรับตรวจวัตถุต้องสงสัย ถ้าตรวจผ่านประตูอุโมงค์อีกด้านก็จะเปิด ถ้าไม่ผ่าน ประตูฝั่งเข้าจะปิดขังตัวผู้ต้องสงสัยไว้ทันที
เขาวิ่งมาถึงอุโมงค์โดยไม่มีอาการเหนื่อยหอบ แม้จะเป็นการวิ่งเต็มกำลังในระยะทางเกือบสองร้อยเมตร มันเป็นผลจากการที่เขาออกกำลังกายเป็นประจำ
ประตูอุโมงค์เปิดให้เขาผ่านสู่ห้องตรวจบุคคล ห้องนี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วนด้วยกระจกหนากันกระสุน กระจกกั้นบริเวณเคาน์เตอร์ตรวจบุคคลกับบริเวณลิฟท์สี่ตัว มีเจ้าที่รักษาความปลอยภัยสองคนอยู่ที่เคาน์เตอร์ และอีกสองคนยืนคุมลิฟท์อยู่ด้านใน
เจ้าหน้าที่ใส่ชุดนาโนสูทรัดรูปสีฟ้าอ่อน คลุมทับด้วยเสื้อกั๊กน้ำเงินเข้ม ข้างเอวเหน็บปืนช๊อตไฟฟ้าและกุญแจมือ ทุกคนแต่งเหมือนกันทุกประการ ยกเว้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาใส่หมวกแก๊ปสีเเหลืองเด่นเพิ่มมาอีกอย่าง
“คุณธเนศใช่มั้ยครั้บ ?” รปภ.หลังเคาน์เตอร์พินิจหน้าของเขาเทียบกับข้อมูลบนหน้าจอ
“ครับ”
“กรุณายืนยันบุคคลที่เครื่องด้านขวาด้วยครับ” รปภ.ขยับปีกหมวกแก๊ปเหลือง แล้วยิ้มให้ธเนศอย่างสุภาพ “ผมชอบงานของคุณมากนะครับ”
“ขอบคุณครับ” ธเนศยิ้มตอบ
ธเนศสแกนม่านตากับลายนิ้วมือที่เครื่องยืนยันบุคคล ไม่ถึงห้าวินาทีประตูกระจกก็เปิดออก บนหน้าจอเครื่องสแกนขึ้นคำว่า ‘Prime minister’s guest’
“เชิญครับคุณธเนศ” เจ้าหน้าที่ด้านในกดรหัสเปิดลิฟท์ให้อีกต่อหนึ่ง
ในลิฟท์ไม่มีแผงกดเลือกชั้น เพราะการเลือกที่หมายจะถูกสั่งการผ่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเท่านั้น
ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยของตึกส่วนที่เป็นรัฐสภารอง (รัฐสภารองใช้ประชุมเรื่องที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลโลก รัฐสภาหลัก(เกียกกาย) ยังใช้ประชุมเรื่องภายในรัฐไทย)
ลิฟท์พุ่งสู่ชั้นบนด้วยความเร็วสูง ธเนศกลืนน้ำลายปรับความดันในหู เลขบนหน้าจอที่ประตูลิฟท์ไล่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน ชั่วอึดใจตัวเลขก็วิ่งไปที่สามหลักแล้ว ที่บนจอยังขึ้นอีกว่า Destination – Minor congress meeting room
ธเนศหันหลังกลับดูเงาตัวเองในผนังลิฟท์เพื่อตรวจความพร้อมเครื่องแต่งกาย แต่ยังไม่ทันได้ถอดเนคไทแก้ทรง ตัวเลขชั้นบนจอก็วิ่งมาหยุดที่119พร้อมกับเสียงผู้หญิงอัตโนมัตดังขึ้นว่า “Minor congress meeting room ห้องประชุมรัฐสภารอง”
“เร็วชิบ!” เขาสบถก่อนเดินออกจากลิฟต์
ทางเดินทอดยาวจากลิฟท์สู่ห้องประชุม บนประตูห้องประชุมมีตราลายเส้นรูปโลกสีเงินวาววับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งเมตรอยู่ตรงกลาง เงินแท้ทั้งชิ้น! ตรา World Federation มันไม่จำเป็นต้องมีตัวอัษรบอก เพราะว่าตรานี้เข้ามาอยู่ในชีวิตตั้งแต่ใบแจ้งเกิดแล้ว มันตราบอกว่าคุณเป็นประชากรของสหพันธรัฐโลก
มนุษย์ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์อันนี้…
ริมทางเดินด้านซ้ายเป็นกระจกใสวางทำมุมป้าน มันทำมุมเพื่อให้เห็นทัศนวิสัยเบื้องล่างอย่างชัดเจน ธเนศขึ้นมาอยู่ในตัวโดมลูกโลกแล้ว เขายกนาฬิกาข้อมือดูอีกครั้ง ยังเหลือเวลาอีกสองนาทีก่อนนัดหมาย เขาจึงค่อยๆเดินดูทัศนียภาพนอกตึกเพื่อลดความกดดัน วันนี้ฟ้าโปร่งแดดแรงไม่มีเมฆ จากตรงนี้เขาเห็นคนบนท้องถนนเป็นเพียงแค่จุดเท่านั้น ‘นี่คือมุมมองของคนที่อยู่สูงรึเปล่านะ’ เขาคิด
ชั้น119 อยู่เกือบบนสุดของอาคารที่สูงที่สุดในรัฐไทยในขณะนี้ นับตั้งแต่ตึกมหานครสร้างเสร็จ กรุงเทพก็มีตึกสูงเกิน300เมตรเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง สามสิบกว่าแห่งกระจุกอยู่บริเวณใจกลางเมือง ภาพของกรุงเทพวันนี้คล้ายกับหนังคลาสิคเมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วเรื่อง STAR WAR
"เห้อ!” เขาถอนหายใจก่อนสแกนม่านตาและลายนิ้วมืออีกครั้งที่เครื่องหน้าห้องประชุม
ตราWorld Federation ตรงกลางประตูค่อยๆแยกออก
“คุณเธเนศเชิญเลยครับ” นายกลุกขึ้นจากเก้าอี้หัวโต๊ะประชุม ยื่นมือเชิญให้นั่งเก้าอี้ที่ถัดจากท่านไปทางซ้ายมือ
ห้องประชุมมีลักษณะเป็นห้องโค้งขวาตามเส้นละติจูดของโดมลูกโลก ในห้องมีเพียงโต๊ะประชุมแบบเกือกม้าตั้งอยู่ตรงกลาง
คณะประชุมสี่ท่านที่นั่งพร้อมอยู่ก่อนแล้วทำให้เขาเกิดประหม่า สี่ท่านนี้ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงกลาโหม
“ไหนบอกว่าเป็นคนสนับสนุนนโยบายรัฐโลกไง แล้วทำไมมาสายไม่สมกับวัฒนธรรมสากล หรือว่ายีนส์คุณยังเป็นคนไทยอยู่ ?” ชายอายุต้นหกสิบในชุดไหมสีเหลืองกล่าวติเตียน เขาเป็นคนเดียวในโต๊ะประชุมที่ไม่ได้ใส่ชุดสูท ป้ายชื่อหน้าที่นั่งเขียนว่า ‘กระทรวงวัฒนธรรม’
“ไม่สายครับ ตอนนี้ยังเหลืออีกนาทีกว่า นากาฬิกาของผมปรับเวลาเท่ากับนาฬิกาเชิงอะตอมของราชการ!” ธเนศตอบกลับอย่าแข็งกร้าว ความโกรธไล่ความประหม่าไปเสียสิ้น
‘ไอ้หมูเถิกระ-ยำ! มึงเชี่-ยเหมือนในทีวีไม่มีผิด" ธเนศด่าในใจ
“ฮ่า ๆ สงสัยนาฬิกาเข็มโบราณของผมจะเพี้ยนซะแล้ว ผมขอถอนแล้วกันว่าคุณมาสาย” เจ้ากระทรวงวัฒนธรรมยิ้มมุมปากให้กับธเนศ “อ่าวหาที่นั่งซักทีสิคุณธเนศ”
“ครับ!” ธเนศเดินค้อมหลังเล็กน้อยผ่านรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและศึกษาธิการไปนั่งที่เก้าอี้ เก้าอี้ตรงข้ามกับเจ้ากระทรวงวัฒนธรรม!
เห็นจะมีแต่นายกกับธเนศเท่านั้นที่อายุยังไม่เลยครึ่งศตวรรษ นายก วิภู เป็นนายกคนที่14ของรัฐไทย แต่ถ้าหากนับว่าตอนนี้ยังคงเป็นประเทศไทยแล้ว ท่านก็จะเเป็นนายกคนที่96 ของประเทศ ท่านมีการศึกษาสูง เป็นคนรู้รอบด้าน เล่นกีฬาเก่ง ชอบดนตรีและศิลปะ นักประวัติศาสตร์การเมืองหลายคนชอบบอกว่าท่านเหมือน นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกคนที่27ของประเทศไทย
ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งโลก คำว่าประเทศได้ถูกนิยามใหม่ว่าเป็นรัฐ(ของสหพันธรัฐโลก) รัฐโลกมีรัฐบาลบริหารอยู่สองระดับใหญ่ๆคือ รัฐบาลโลก และ รัฐบาลของรัฐ รัฐบาลโลกเป็นรัฐบาลพี่ใหญ่ทำหน้าที่บริหารสังคมโลกทั้งหมด โดยมองรัฐแต่ละรัฐสัมพันธ์นื่องกันเป็นองค์รวม การจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมและยั่งยืนเป็นงานหลักของรัฐบาลโลก แต่เนื่องจากรากเหง้าทางระบบสังคมการปกครอง เชื้อชาติ ศาสนา ยังคงดำรงอยู่ รัฐบาลของแต่ละรัฐจึงยังคงรูปแบบการปกครองภายในรัฐคล้ายเดิมอยู่
“งั้นเรามาเริ่มประชุมกันเลย” นกยกกล่าวเปิดอย่าง่ายๆ “ในวาระแรก ผมอยากให้ทุกคนร่วมแสดงทัศนะต่อนโยบายการสื่อสารเชิงรุกของรัฐบาลโลก ทุกคนในที่นี้เป็นตัวแทนสายตาของแต่ละภาคส่วนในสังคม เริ่มกันที่คุณธเนศก่อน คุณธเนศเป็นคนผู้นำทางความคิดภาคประชาชนที่สนับสนุนให้เดินตามนโยบายรัฐโลก”
ธเนศเป็นอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยม ความรักการอ่านของเขาทำให้เขาต้องระบายสิ่งที่เขารู้ผ่านการเขียน เขาเริ่มเข้าวงการนักเขียนด้วยการเป็นขาประจำของนิตยสารรวมเรื่องสั้นTSF (ไทยไซไฟ) มีแฟนประจำที่ตามอ่านทั้งในนิตยสารและฟรีบล๊อคของเขาหลักหมื่นคน ไม่ถึงปีผลงานของเขาก็ได้รับการรวมเล่ม
นักเขียนอาชีพและการเป็นครูเหมือนจะไปด้วยกันไม่ได้ ทั้งสองอย่างต่างกินเวลามาก สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจลาออกจาการเป็นครูเพื่อมาเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัว พออายุ35เขาก็กลายเป็นบรรราธิการของTSF ถึงจะนั้งแท่นบรรณาธิการแล้ว เขาก็ยังทำผลงานออกมาอย่างต่อเนื้อง เมื่อปีที่ผ่านมาเขาได้รับรางวัลซีไรต์จากนิยายวิทยาศาสตร์เชิงปรัชญาเรื่องGaia The Mother Earth หรือในชื่อไทยว่า ‘สู่ภิภพมารดา’ เรียกได้ว่าเขาเป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเทียบชั้น วินทร์ เลียววาริณในอดีต
เมื่อไม่นานมานี้เขาได้เปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นผู้นำทางความคิด แนวคิดเรื่อง ‘อารยะธรรมระดับดวงดาว’ที่เขาเสนอผ่านนวนิยายGaia The Mother Earthและบทความต่างๆ มีผู้คนศรัทธาเป็นจำนวนมาก จนมีการตั้งกลุ่มGaia’s civilization(อาระยะธรรมไกอา) ในเฟซบุ๊คเพื่อสนับสนุนแนวคิดอารยธรรมดวงดาว ไม่ถึงหนึ่งเดือนจำนวนสมาชิกก็ทะยานสู่สองแสน
“วันนี้ 4ก.พ. ค.ศ.2204 เป็นวันครอบรอบสองศตวรรษการก่อตั้งเฟซบุ๊คพอดี” ธเนศเสียบมือถือขนาดฝ่ามือเข้ากับสายต่อที่หน้าโต๊ะ ตรงกลางโต๊ะประชุมปรากฏภาพโฮโลแกรม ของMark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค มันคือพรีเซนเทชั่นสามมติ ที่ผู้ประชุมสามารถควบคุมได้จากมือถือของตัวเอง
“ผมจะเริ่มเข้าประเด็นจากเฟซบุ๊ค ซึ่งมันมีส่วนสำคัญในการทำให้ภาษาและวัฒธรรมต่างๆบนโลกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ทุกวันนี้มีจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊คประมาณสามพันล้านคนจากประชากรโลกสี่พันล้าน”
พรีเซนเทชั่นได้เปลี่ยนภาพเป็นกราฟแสดงจำนวนผู้ใช้ภาษาต่างๆในเฟซบุ๊ค “ในช่วงแรกของตั้งเฟซบุ๊ค ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารยังเป็นภาษาที่แตกต่างกันของแต่ละชาติ แต่ลักษณะการใช้งานของมันทำให้เครือข่ายเฟซบุ๊คกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ละชาติภาษาจึงต้องปรับมาใช้ภาษาสากลมากขึ้น ซึ่งภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่เติบโตเร็วที่สุด จนภาษาที่ใช้สื่อสารในเฟซบุ๊คตอนนี้เป็นภาษาอังกฤษถึง98เปอร์เซ็น!”
“กลับมาดูที่เขตการปกครองไทย” โฮโลแกรมแสดงภาพกรรมกรร้องตามเพลงสากลในไอพอท แม่ค้าในตลาดเปิดช่องCNN ลุงผู้พักงานไร่กำลังนอนอ่านTIMEที่เพิงไม้ไผ่ “ประชากรทุกคนสามารถใช้ภาษาอังกฤษป็นภาษาที่สองได้แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องบงชี้ว่า เราพร้อมที่จะเดินตามนโยบายของรัฐบาลโลก”
“เข้าประเด็นได้รึยังคุณธเนศ?” เจ้ากระทรวงวัฒธรรมพูดแทรก “ผมไม่ชอบน้ำเยอะซะด้วย”
“พูดต่อเถอะคุณธเนศ ทำตามอย่างที่คุณถนัดนั่นแหละ” นายกกล่าวขึ้น “เวลาเรามีเหลือพอ แต่พวกเราทุกคนต่างศึกษางานของคุณมาก่อนแล้ว เราคาดหวังมุมมองของคุณในปัญหาการแตกแยกทางความคิดของคนในสังคมมากกว่า กลุ่มGaiaที่เป็นผลพวงมาจากแนวความคิดของคุณ เป็นขั้วทางความคิดหลักที่ก่อให้เกิดวิวาทะ”
“ผมก็กำลังเข้าประเด็นเหมือนกัน แล้วผมก็ไม่มีสัมพันธ์ใดๆกับกลุ่มGaiaด้วย” ธเนศปิดพรีเซนเทชั่นลง “เพียงแต่พวกเขาเอาแนวคิดของผมไปใช้เท่านั้น และที่ผมเกริ่นนำเพราะผมจะบอกว่ามันคือวิวัฒนาการคำนี้ถ้าท่านเคยศึกษางานของผม ผมก็จะไม่กล่าวอะไรมาก นโยบายเชิงรุกที่มีประเด็นสำคัญคือ การเปลี่ยนภาษาในสื่อทุกชนิดทั้งหมด ตั้งแต่แผ่นป้ายไปถึงสื่อโทรทัศน์อินเตอร์เนตเป็นภาษาอังกฤษ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโลกให้ก้าวหน้า ทั้งในด้านเทคโนโลยีและในด้านสังคม ลดประหาความขัดแย้งทางเชื่อชาติต่างภาษา มันนำไปสู่ความมีเอกภาพในการสื่อสารอย่างแท้จริง”
“แล้วทุกวันนี้ล่ะ!” เจ้ากระทรวงวัฒนธรรมแย้งขึ้น “ก็อย่างที่คุณบอกเองไม่ใช่หรอ ในประเทศไทยก็ใช้ภาษาอังกฤษได้หมดแล้ว นโยบายเชิงรุกมันรุกเกินไป มันเป็นการละเมิดสิทธิส่วนชาติ!”
“มนุษยชาตินะหรอ… คงไม่ มันเป็นก้าวที่พาไปสู่ความเป็นมนุษยชาติที่แท้จริงต่างหาก คำว่าชาติทำให้เราแบ่งแยก ชาติทำให้รบราฆ่าฟันมามากพอแล้ว นโยบายเองก็เป็นแค่นโยบาย ไม่มีการบังคับใช้ มีเพียงแต่การสนับสนุนให้ใช้จากรัฐโลก เราไม่จำเป็นที่จะต้องต่อต้านมัน!”
“ผมจะขอเสริมคุณธเนศเรื่องด้านการศึกษาแล้วกัน” เจ้ากระทรวงศึกษาแทรกขึ้น เขาสูง190กว่า เป็นคนผอมแต่กระดูกใหญ่ ท่าทางสงบเสงี่ยมของเขาทำให้ดูสุภาพ “การเลือกเสพหนังสือวิชาการภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในเครื่องบ่งชี้ระดับความรู้ของคนในเขตปกครองโดยตรง เราต้องยอบรับว่าสถานศึกษาที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลโลกยังรองรับประชากรได้น้อยมาก ถ้าเราตอบสนองนโยบายเชิงรุกโดยการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาโรงเรียนของรัฐทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ประชากรรุ่นใหม่ก็จะเข้าถึงตำราภาษาอังกฤษได้มากขึ้น”
พรีเซนเทชั่นแสดงกราฟอย่างละเอียด กราฟแสดงความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการอ่านมวลรวมและจำนวนตำราภาษาอังกฤษ
“แม้คนไทยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองได้หมดแล้วก็ตาม แต่ผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนที่ใช้ระบบภาษาไทยเป็นพื้นฐานการเรียน มีแนวโน้มที่จะหยิบหนังสือวิชาการภาษาอังกฤษอ่านน้อยมาก ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาจากระบบดั่งกล่าวมีจำนวนประมาณ60ปอร์เซ็นของเด็กแต่ละรุ่น ถึงแม้ทางกระทรวงจะแก้ปัญหาโดยการรณรงค์การอ่านหนังสือวิชาการแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถือว่าประสบผลสำเร็จ เพราะผู้สำเร็จการศึกษายังไม่มีพฤติกรรมเลือกสารที่เป็นภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง กล่าวโดยสรุปว่า ถ้าไม่มีคนบังคับ ประชากรส่วนมากก็ไม่มีทีท่าที่จะหยิบตำราภาษาอังกฤษขึ้นอ่าน"
“การปฏิรูประบบการศึกษาตามนโยบายของรัฐโลกจึงเป็นการแก้ปัญหาที่รากเหง้า เพราะมันจะทำให้ประชากรรุ่นใหม่เปลี่ยนพฤติกรรมการรับสารหลัก จากการรับสารหลักเป็นภาษาไทยสู่การรับสารหลักเป็นภาษาอังกฤษ ขจัดปัญหาเรื่องอุปสรรคการเลือกรับสารที่ถนัดกว่าไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนจะรับสารเป็นภาษาสากล องค์ความรู้ของทั้งโลกในรูปแบบภาอังกฤษจะเข้าถึงทุกคนอย่างสมบูรณ์"
“แล้วภาษาไทยล่ะจะไปอยู่ไหน?” เจ้ากระทรวงวัฒธรรมพูดเป็นนัยหารือคนทั้งโต๊ะ
“ผมเสียใจที่ภาษาไทยจะเริ่มก้าวสู่ภาษาที่ตายแล้ว การรับสื่อภาษาอังกฤษเป็นสื่อหลักจะเริ่มทำให้ภาษาพูดไทยถูกกลืนไป ในอนาคตภาพลักษณ์ของวิชาภาษาไทยคือวิชาภาษาโบราณ ไม่ต่างจากพวกภาษาละติน ภาษาบาลี” เจ้ากระทรวงศึกษาธิการประสานนิ้วมือวางสีหน้าเคร่งขรึม
โฮโลแกรมตัดฉายภาพกลุ่มนักทดลองเอเชีย ที่กำลังการทดลองอุปกรณ์หน้าตาแปลกประหลาด มันเป็นทรงกลมสีดำเกลี้ยงขนาดเท่าลูกฟุตบอล ลอยเดี่ยวๆอยู่ในห้องกระจกทดลอง ทันใดนั้นแสงไฟฉุกเฉินสีแดงจ้าก็วาบขึ้น เกิดความโกลาหลภายในห้องทดลอง เริ่มมีเสียงโหวกแหวกโวยวายจับความได้ว่าเป็นภาษาจีน! แล้วภาพก็ตัดไป
เจ้ากระทรวงกลาโหมยืนขึ้น หนวดขาวที่ไว้เล็มอย่างดีและร่างกายที่ดูกระชับในวัยกลางคนทำให้เขาดูน่าเกรงขาม “ขอถือวิสาสะตัดบท วีดีโอที่เห็นเมื่อครู่เป็นการทดลองอาวุธ! คาดว่าเป็นรัฐจีน นี่คือความจริง การเถียงกันแนวปรัชญาเมื่อครู่เป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไป ผมตัดสินใจเปิดวีดีโอลับให้ดูเพราะว่าอยากให้คุณธเนศที่เป็นแกนหลักของแนวความคิดแบบอุดมคติกลับไปพิจารณาตัวเองเสียใหม่ และหวังอย่างยิ่งว่าจะส่งผลถึงกลุ่มGaiaด้วย ส่วนเรื่องการศึกษามันยังเป็นเรื่องอนาคต ผมจะขอพูดแต่เรื่องปัจจุบันเท่านั้น!”
“ผมไม่เข้าใจ” ธเนศพูดขึ้น
“นโยบายเชิงรุกเรื่องภาษาเป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น” เจ้ากระทรวงกลาโหมพูดต่อ “การเข้าถึงเข้ามูลของรัฐต่างๆเป็นเป้าหมายที่แท้จริง นโยบายมีลักษณะแทรกสื่อภายในรัฐโดยตรง แม้รัฐโลกที่แปลสภาพมากจากUNจะมีภาพลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียว แต่ความเท่าเทียมที่แท้ยังไม่มี ประเทศมหาอำนาจเดิมยังคุมอำนาจไว้ได้ อเมริกายังเป็นผู้มีสิทธิ์มากเหมือนเดิม พูดง่ายๆคือ ผู้มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลทางการทหารของเราแต่เราเข้าถึงของเขาไม่ได้!”
“ไหนจะเรื่องความแตกแยกทางความคิดของคนในสังคมอีกล่ะ” เจ้ากระทรงกลาโหมมองไปที่เจ้ากระทรวงมหาดไทยแล้วนั่งลง“มันมีแนวแนวโน้มเว่าจะกลายป็นปัญหาความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ”
“ใช่!” เจ้ากระทรวงมหาดไทยพูดขึ้น ก่อนขยับแว่นตาสี่เหลียม เขาเป็นคนเผิวขาวเจ้าเนื้อ หน้าของเขาเด็กกว่าวัยห้าสิบสี่-สิบปี “อย่างที่พลเอกวิมุติว่า จากผลสำรวจของโพลต่างๆและการลงพื้นที่ของหน่วยงานผม ให้ผลชัดว่าปัญหาแตกแยกทางความคิดมีแนวโน้มจะกลายเป็นปัญหาความรุนแรงจริง เริ่มมีการชุมนุมอย่างไม่เปิดเผยของกลุ่มคนที่สนับสนุนความเป็นชาติแล้ว พวกเขาเห็นว่าอัตลักษณ์ของชาติทำให้สังคมอยู่รอด”
พรีเซนเทชั่นปรากฏภาพ การตั้ง‘กลุ่มอัตตาไทย’ในเฟซบุ๊ค และภาพผู้คนกำลังทำกิจกรรมวัฒธรรมไทย มีการรวมกลุ่มใส่ชุดไทยโมเดิร์น(ที่นำชุดไทยแบบเก่ามาปรับปรุงเรื่องคุณสมบัติการใช้งานใหม่) ตามที่สาธารณะต่าง
“กลุ่มอัตตาไทยและกลุ่มที่สนับสนุนกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วไม่แพ้กลุ่มGaia ปัญหาความขัดแย้งได้เริ่มก่อตัวขึ้น” ภาพโฮโลแกรมเปลี่ยนเป็นภาพการโต้ตอบอย่างดุเดือดในอินเตอร์เนต และการมีปากเสียงกันบนท้องถนน คู่กรณีหนึ่งคนเป็นคนใส่ชุดไทยโมเดิร์น
“แค่หนึ่งเดือน ไม่ถึงเดือนดีด้วยซ้ำ ปัญหาได้ลุกลามถึงเพียงนี้ ผมเป็นคนนึงที่ชอบงานนิยายของคุณธเนศนะครับ แต่ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของนิยายเถอะ คุณปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหามันปะทุขึ้นจากรวมกลุ่ม Gaia ที่ใช้แนวความคิดของคุณเป็นแนวทาง ประชากรของรัฐเรามีจำนวนมากที่กำลังแสวงหาตัวตนรากเหง้าทางเชื้อชาติ พวกเขาโดนกดความภูมิใจโดยรัฐโลก แล้วตอนนี้สิ่งที่โดนกดไว้ก็พร้อมจะระเบิดทุกเมื่อ!”
ตรึม! เสียงระเบิดดังสนั่น
กระจกหน้าต่างห้องประชุมสั่นกระเพื่อมตามแรงระเบิด พรีเซนเทชั่นเปลี่ยนเป็นการฉายภาพจากกล้องวงจรปิด ควันหนาพวยพุ่งมาจากบริเวณหน้าตึก หลังม่านควัน เสายักษ์สองต้นถูกถล่มเป็นหน้ากอง!
ประตูห้องกระชุมเปิดออก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสิบเอ็ดคนเรียงแถวเป็นระเบียบเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ทุกท่านเตรียมขึ้นฮ.ครับ” หัวหน้าหน่วยพูดขึ้นพร้อมทำวันทยาหัตถ์ เขาเป็นคนเชื้อสายแอฟริกัน ชุดนาโนสูทรัดรูปเน้นให้เห็นมัดกล้ามหนาอย่างชัดเจน“ขอเชิญรัฐมนตรีทั้งสามขึ้นลำแรกไปก่อนครับ พลเอกวิมุติ ท่านนายกวิภู และคุณธเนศขอให้รอลำต่อไปที่นี่ก่อน”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งหมดยกเว้นหัวหน้าหน่วยผิวดำรับตัวเจ้ากระทรวงทั้งสามออกไป เจ้ากระทรวงวัฒนธรรมหันกลับมายิ้มก่อนประตูจะปิดสนิทลง…
ภาพวงจรปิดโฮโลแกรมดับวูบ!
“ไอ้พวกชั่วหักหลังกู!” พลเอกงัดปืนข้างเอวเตรียมยิงแต่ปลายสายกระสุนเครื่องช๊อตไฟฟ้าของรปภ.ผิวดำได้ถึงตัวพลเอกวิมุติก่อน พลเอกล้มหงายลงไปที่พื้นทันที
นายกรีบหลบใต้โต๊ะและพยายามสั่งการฉุกเฉินที่มือถือ ส่วนธเนศย่อหลบข้างโต๊ะประชุม
“ไม่เป็นผลหรอกครับ” หัวหน้ารปภ.ผิวดำเดินไปตรวจร่างพลเอกวิมุติ “ที่นี่โดนตัดระบบการสื่อสารหมดแล้ว ยอมจำนนเป็นทางเลือกที่ดีสุดของพวกท่าน”
ชุดนาโนสูทที่พลเอกสวมอยู่ข้างใต้มีคุณสมบัติกันกระสุนและเป็นฉนวนไฟฟ้า ทันทีที่ชายผิวดำย่อตัวลงมา พลเอกเอาปืนเล็งยิงไปที่หัว
ปั้ง! ชายผิวดำโถมตัวเข้าหาพลเอก กระสุนพลาดเป้า!
ปั้ง! กระสุนถากชุดนาโนสูทของชายผิวดำไป ชายผิวดำถึงตัวพลเอกวิมุติ เกิดการต่อสู้ระยะประชิดแย่งปืน
ปั้ง! เลือดกระจายเต็มกระจกหน้าต่างด้านหลัง กระสุนทะลุท้ายทอย พลเอกวิมุติสิ้นใจทันที
“ชิท!” ชายผิวดำมีสีหน้าตระหนกอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าพวกมึงไม่อยากเป็นแบบไอ้แก่นี้ก็ยอมซะ!”
นายกยกมือขึ้นสองข้างระดับไหล่แล้วลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้ ธเนศชูมือสองข้างขึ้นเหนือโต๊ะแล้วค่อยๆยืนขึ้น
“นึกไม่ถึงว่าไอ้แก่มันจะมีฤทธิ์แบบนี้” ชายผิวดำเดินไปที่ธเนศเพื่อควบคุมตัว “แมร่งตาย ห่าเอ้ย เสียแผนหมด!”
ทันใดนั้นประตูห้องประชุมค่อยๆเปิดออกชายผิวดำเล็งปืนไปที่หน้าประตูทันที
“หัวหน้าครับ เรามีปัญหานิดหน่อย” รปภ.หมวกเหลืองพูดขึ้น
“โธ่… แกเองตกใจหมด”
ปั้ง!
ชายผิวดำล้มทั้งยืน กระสุนเจาะเข้ากลางหน้าผากอย่างแม่นยำ
“ขอโทษท่านที่มาช้า” รปภ.หมวกเหลืองรีบเคลียร์พื้นที่ในห้อง “ไม่นึกเลยว่าพวกมันจะลงมือตอนนี้”
“กิตติห้องนี้ไม่มีอะไรแล้ว รายงานสถาการณ์การข้างนอกก่อน!” นายกหันไปหาธเนศด้วยสีหน้าจริงจัง “ตอนนี้คุณธเนศต้องเชื่อใจผมก่อน เมื่อเราเข้าที่ปลอดภัยแล้วผมจะอธิบายให้ฟังทั้งหมด”
ธเนศนิ่งเงียบทำอะไรไม่ถูก เมื่อได้สติเขาหยิบมือถือขึ้นมา
ไม่มีสัญญาณ! เขาจึงไปที่หน้าต่างดูเหตุการณ์ข้างนอก ที่เบื้องล่างผู้คนโกลาหลอพยบออกจากตึกเหมือนมดแตกรัง
“ผมได้ปิดส่วนวุฒิสภารองแล้ว แต่ยังไงที่นี้ก็ไม่ปลอดภัย พวกอัตตาไทยแทรกซึมเต็มไปหมด ผมว่าเรารีบออกไปจากที่นี่ดีกว่า”
กิตติเข้าไปตรวจสภาพศพทั้งสอง วิทยุส่งสัญญาณระยะไกลในเสื้อรปภ.ผิวดำสั่นขึ้น มันเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดเดียวที่ใช้ได้ในตอนนี้ กิตติรีบหยิบแถบเปลี่ยนเสียงจากกระเป๋าเสื้อ แล้วปรับเป็นเสียงของชายผิวดำก่อนจะทาบไปที่วิทยุ
“เรียบร้อยมั้ยรอนนี่” มันเป็นเสียงของเจ้ากระทรวงวัฒนธรรม
“เรียบร้อยครับ” กิตติพูดผ่านเครื่องเปลี่ยนเสียง
“จะหลุดช่วงสัญญาณแล้ว แค่นี้ก่อน”
“เดี๋ยวก่อน ท่านครับ!” สัญญาณวิทยุขาดไป "โถ่นึกว่าจะเค้นข้อมูลได้"
“ทำได้ดีมากกกิตติ ตอนนี้มันยังไม่รู้ว่าพวกเรารอดการจับกุม เก็บหลักฐานทั้งหมดแล้วรีบออกไปจากที่ก่อน” นายกพูด
“ครับ” กิตติถ่ายรูปบริเวณโดยรอบและเก็บหลักฐานอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเก็บมือถือของพลเอกวิมุติไปด้วย
“ผมหวังว่าท่านจะเป็นพวกเดียวกับผมนะ…” ธเนศพูดขึ้น
นกยกพยักหน้าให้ธเนศ
“คุณธเนศไม่ต้องห่วง ผมบอกแล้วไงว่าผมชอบงานของคุณมาก” กิตติขยับปีกหมวกแก๊ปสีเหลือง แล้วยิ้มให้กับธเนศอย่างสุภาพ -o